แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

6 เทรนด์นวัตกรรมขับเคลื่อน FinTech พร้อมกรณีศึกษา

6 เทรนด์นวัตกรรมขับเคลื่อน FinTech พร้อมกรณีศึกษา

6 biggest trends in FinTech
การขับเคลื่อน FinTech ด้วยเทคโนโลยี คงไม่ใช่การสร้างอะไรล้ำๆ แต่คือทำอย่างไรเพื่อให้ประสบการณ์ใช้งานลูกค้าดีที่สุด โดยเฉพาะคนในยุคนี้ที่มีทางเลือกมาก ถ้าบริการไหนไม่สามารถเข้าไปกลมกลืนกับพฤติกรรมในชีวิตได้ แป๊ปเดียวก็เลิกใช้เลย
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดขึ้นรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการเรียก Taxi ที่เจอแอปฯ เข้ามาช่วยการเรียกสะดวกขึ้น, การจองที่พักผ่าน Airbnb, การซื้อของใช้ทั่วไปที่ปกติไปซื้อตามห้าง แม้หลายๆ บริการยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ แต่ส่วนใหญ่คือการมุ่งเน้นในการแก้ปัญหา และทำให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้น ในฟากของ FinTech หลาย segment ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มาดูสรุปนวัตกรรม 6 อย่างที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก FinTech กัน

1.Chat applications

ใช่แล้ว Chat app ที่กลุ่มนักการตลาดหลังๆ กำลังให้ความสนใจนี่แหล่ะ ปัจจุบันการสื่อสารรูปแบบนี้กำลังได้รับความสนใจในโลกของธนาคารเป็นอย่างมาก Facebook เปิดตัว Messenger Platform ที่ช่วยในการโต้ตอบเชิงลึก และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากขึ้น TD Bank เป็นหนึ่งในธนาคารแรกที่นำ Chat application มาใช้ในเชิง customer service
TD
นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่พัฒนาด้านนี้เพื่อตอบโจทย์สายธนาคารโดยเฉพาะอย่าง Active.ai
StockRadars2StockRadars

2. Biometric authentication

retinalscans
เรื่องของความปลอดภัยและความสะดวก/ง่ายมักอยู่ตรงข้ามกันเสมอ หนึ่งในการ Authentication ที่ถูกพูดถึงในเวลานี้คือ Biometric Authentication ไม่ว่าจะเป็นการสแกนเรตินา และลายนิ้วมือ แต่ก็ยังมีหลายคนกังวลเรื่องความเสี่ยงอยู่มาก
และ Biometric กำลังเข้ามายังโลก FinTech เช่นกัน โดยกว่า 50 สถาบันการเงินทั่วโลกกำลังเริ่มอิมพลีเม้นท์ Biometric Authentication ที่ Contact Centers ยิ่งถ้าธุรกิจสายการเงินเข้ามาทดสอบ เชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งด้านความปลอยภัยจะถูกปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

3.Voice recognition

เราเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งงานด้วยเสียงผ่านสมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูล เรียกชื่อคนเพื่อโทรออก หรือส่งข้อความ ในเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา Capital One เป็นสถาบันการเงินรายแรกที่เปิดให้ลูกค้าใช้บริการได้ผ่านทางเสียง บริการที่สามารถทำได้คือ ตรวจสอบยอด และทำการชำระเงิน โดยผ่าน Alexa-enabled device ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะทำได้มากกว่านี้
Capital-One-392x600
จากบทความ Mark Ryan “Will Voice Recognition Kill Online Banking?” กล่าวว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ให้บริการทั้งหลายกำลังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีตัวนี้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น Google Now, Amazon Alexa Channel, Microsoft Cortana, Facebook’s M และ Nuance Dragon

4. Internet of Things

ในโลกของธุรกิจการเงินการธนาคาร IoT ก็เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมา หลายองค์กรมองว่าจะนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร รูปแบบกรณีศึกษาที่นำมาใช้คือ บริการ Mobile Banking บนอุปกรณ์กลุ่ม Wearable Device ในขณะที่ Fitbit เข้าซื้อกิจการ Startup ด้าน Mobile payment โดย Fitbit เล็งว่าจะเอามาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของตัวเอง เพื่อใช้ในการชำระเงินที่ POS ต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมองไปถึงการแจ้งเตือนต่างๆ จากสถาบันการเงิน และในอนาคตมองไปถึงการนำเรื่อง Location มาใช้ด้วย
Fitbit
ภาพจาก palco23
ถ้าก้าวไปอีกขึ้นคือการที่ตู้เย็นสามารถสั่งสินค้าและทำการจ่ายเงินให้กับร้านค้าได้ เมื่อวัตถุดิบต่างๆ ในตู้เย็นเริ่มเหลือน้อย หรือรถยนต์ของคุณทำการจ่ายเงินให้ขณะที่เติมน้ำมันเลย

5. Blockchain

หัวข้อนี้คงไม่ต้องพูดถึงกันเยอะ เพราะมีเกริ่นไว้ในหลายบทความ Blockchain ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ สามารถเชื่อถือ ตรวจสอบ และมีความโปร่งใส โดย Chris Skinner ได้อธิบายถึง 5 แกนหลักในการนำ Blockchain มาใช้ในสายธุรกิจการเงิน ประกอบด้วย
  • Smart Contracts
  • Smart Assets
  • Clearing and Settlement
  • Payments
  • Digital Identity
Blockchain จะนำธุรกรรมต่างๆ ขึ้นไปอยู่บนดิจิทัลและกำจัดงานที่เดิมต้องใช้กระดาษ เพราะเมื่อ Record ถูกบันทึกไว้บน Shared ledger แล้ว ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกบันทึกไว้หมดทั้งวันเวลา ต้นทาง ปลายทาง ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เป็นการลดงานคนกลางลง ในอนาคตลองจินตนาการดูว่า การซื้อรถ บ้าน และคอนโด การทำธุรกรรมจะถูกบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทนหมด

6. Artificial intelligence and cognitive computing

คอมพิวเตอร์ที่พยายามเรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่มนุษย์ป้อนกำลังมาแรงในปีนี้ IBM Watson เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่เด่นด้าน Artificial Intelligence (AI) โดยทำความเข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถปรับปรุงอัลกอริทึมเพื่อรองรับการมาของ Big Data ได้ โดยมุ่งไปที่เป้าหมายหลักคือ การช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจได้ไวขึ้นและแม่นยำ ถูกต้องมากขึ้น
บ้านเรามีโครงการกระตุ้นการนำเทคโนโลยีของ IBM Watson มาใช้โดยจัดขึ้นในรูปแบบของการแข่งขัน
อีกกรณีศึกษา คือการนำหุ่นยนต์มาใช้ในสาขาที่ญี่ปุ่น โดยธนาคาร Mizuho และ SoftBank ใช้ชื่อว่า Pepper สามารถสื่อสารได้หลายภาษา, มีเซนเซอร์ และระบบ AI ที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะไปพร้อมๆ กัน
นวัตกรรมและเครื่องมือต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องตามให้ทัน แต่สุดท้ายแล้วต้องกลับไปตอบโจทย์ให้ได้ว่า แก้ปัญหา มอบคุณค่าอะไรให้ลูกค้า ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้นได้อย่างไร การค้นหา Insight โดยนำเดต้าทั้ง Unstructured Data และ Structured Data มาร่วมกันวิเคราะห์ ทำการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม เพื่อคาดการณ์และนำเสนอโซลูชั่นที่ Customize แต่ละกลุ่มและบุคคลให้ได้มากที่สุด
ที่มา: https://techsauce.co/fintech/6-innovation-trends-for-fintech-world/

วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

8 ทักษะที่ Network Engineer ต้องเรียนรู้ในปี 2017

8 ทักษะที่ Network Engineer ต้องเรียนรู้ในปี 2017

เว็บไซต์ NetworkComputing.com ได้ออกมาเขียนถึง 8 ทักษะที่เหล่า Network Engineer ควรมีในปี 2017 ทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน จึงขอหยิบยกมาสรุปเป็นภาษาไทยเอาไว้ดังนี้ครับ
Credit: ShutterStock.com

1. Application Flows

การทำความเข้าใจว่าแต่ละ Application นั้นทำงานอย่างไร และมีลำดับขั้นตอนในการรับหรือส่งข้อมูลอย่างไรบ้างให้ได้จะมีความสำคัญมาก ยิ่งขึ้น เนื่องจากการปรับแต่งประสิทธิภาพการทำงานของ Application ในปัจจุบันที่มักจะต้องมีการรับส่งข้อมูลกันระหว่างหลายๆ ระบบอยู่ตลอดเวลานั้นจะเกี่ยวเนื่องกับการปรับแต่งระบบเครือข่ายให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่ Quality of Service (QoS) ในแบบที่ซับซ้อน, การปรับแต่งระบบ Software Defined Networking ให้ดี หรือบางกรณีอาจต้องมีการปรับแต่งประสิทธิภาพของระบบ WAN เลยก็เป็นได้

2. Cybersecurity

ในอดีตนั้น งานทางด้านระบบเครือข่าย และงานทางด้านการรักษาความปลอดภัยนั้นมักอยู่แยกขาดจากกัน แต่ปัจจุบันนั้นการโจมตีมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบรักษาความปลอดภัยในขั้นพื้นฐานนั้นก็เริ่มใช้งานง่ายขึ้นกว่า แต่ก่อนมาก การที่เหล่าผู้ดูแลระบบจะเข้าไปช่วยในการรักษาความปลอดภัยในส่วนของระบบ เครือข่ายเบื้องต้นทั้งหมด และทำการวางสถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายทั้งภายในองค์กรและในส่วนของการเชื่อม ต่อไปยังระบบ Cloud ให้เอื้อต่อการจัดการด้านความปลอดภัยมากขึ้นก็ถือเป็นงานที่สมควรทำ (ความคิดเห็นเพิ่มเติม – ส่วนผู้ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย IT จะได้ไปทำงานอื่นที่ซับซ้อนกว่านี้หรือทำงานในเชิงภาพรวมได้มากขึ้นนั่นเอง)

3. SD-WAN

ในปี 2016 ที่ผ่านมานั้นมีผลิตภัณฑ์กลุ่ม SD-WAN เกิดขึ้นในตลาดมากมาย ซึ่งบางผลิตภัณฑ์เมื่อใช้งานจริงก็กลับไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาของระบบ WAN ดังคำกล่าวอ้าง ดังนั้นในปี 2017 นี้ที่องค์กรต่างๆ เริ่มมีประสบการณ์กับระบบ SD-WAN กันมากขึ้นแล้ว และเริ่มมองเห็นข้อจำกัดของเทคโนโลยีกันมากขึ้น ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดให้เหล่า Network Engineer ได้เข้าไปทำการประเมินว่าองค์กรควรใช้งาน SD-WAN ต่อไปหรือไม่ หากจะใช้งานต่อต้องมีการปรับปรุงอะไรบ้าง และหากจะเลิกใช้งานจะเปลี่ยนไปเป็นทางเลือกอะไรแทน

4. DNS

ถึงแม้ที่ผ่านมาเหล่า Network Engineer นั้นจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ DNS ซักเท่าไหร่ แต่ในปี 2016 ที่ผ่านมานี้เราก็ได้เห็นประเด็นทางด้านความปลอดภัยและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบ DNS กันมากมาย ทำให้ความรู้ความเข้าใจใน DNS เชิงลึกนั้นกลายมาเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการรักษาความปลอดภัยในปี 2017 นี้ไปแล้ว อีกทั้ง DNS เองก็ยังมีบทบาทที่สำคัญมากในการใช้งานบริการ Public Cloud หรือ Private Cloud ก็ตามแต่ ดังนั้นเหล่า Network Engineer จึงควรจะหันมาให้ความสำคัญกับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ DNS กันเสียหน่อย

5. Internet of Things

การมาของ Internet of Things (IoT) ในตลาดองค์กรนั้นจะสร้างความปวดหัวให้กับเหล่า Network Engineer อย่างแน่นอน ทั้งด้วยประเด็นด้านการออกแบบระบบเครือข่ายให้รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ จำนวนมากได้ทั้งผ่านสาย LAN และ Wireless LAN อีกทั้งยังมีประเด็นด้านความปลอดภัยในการใช้งานอุปกรณ์ IoT ภายในระบบเครือข่ายขององค์กรเองอีกด้วย ดังนั้นเหล่า Network Engineer จึงควรเตรียมวางแผนแต่เนิ่นๆ สำหรับการเพิ่มขยายระบบเครือข่ายเพื่อรองรับการมาของ IoT ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกันได้แล้ว

6. การ Virtualize อุปกรณ์เครือข่ายและบริการต่างๆ

ถึงแม้ในปี 2016 ที่ผ่านมาจะเป็นปีที่มีการกล่าวขวัญถึง Software Defined Networking (SDN) กันมากก็ตาม แต่ในปี 2017 นี้เราจะเริ่มได้เห็นการทำ Virtualization ให้กับเหล่าอุปกรณ์และบริการทางด้านระบบเครือข่ายกันมากขึ้น เพื่อเป็นการเติมเต็มสถาปัตยกรรมของ SDN ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเหล่า Network Engineer ก็ต้องเริ่มหันมาทำความเข้าใจกับแนวคิดของการ Virtualize บริการและความสามารถต่างๆ ทางด้านระบบเครือข่าย รวมถึงทำความเข้าใจการออกแบบระบบในลักษณะนี้ให้ได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

7. Network Automation

ก่อนหน้านี้เรามักเข้าใจว่าการทำ Automation ในฝั่งของระบบเครือข่ายนั้นคือการเขียน Script ไปควบคุมการกำหนดค่าการทำงานของอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละชุดเท่านั้น เพื่อให้เหล่าผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำมาก ยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันระบบเครือข่ายนั้นเริ่มมีความซับซ้อนสูงขึ้นและต้องเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเพื่อรองรับการเกิดขึ้นมาของบริการใหม่ๆ หรือ Traffic รูปแบบใหม่ภายในระบบเครือข่าย ดังนั้นการทำ Network Automation จึงเริ่มขยับขึ้นมากลายเป็นการพัฒนาโปรแกรมเพื่อเรียกใช้งาน API ของอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนมากให้ปรับเปลี่ยนการทำงานให้เป็นไปตามที่องค์กรต้องการให้ได้ภายใน ระบบเครือข่ายที่มีส่วนประกอบจำนวนมากและซับซ้อนเหล่านี้

8. Hyperconverged Systems

ระบบ Hyperconverged Infrastructure เริ่มกลายเป็นที่นิยมภายใน Data Center ของเหล่าองค์กร และเหล่า Network Engineer เองก็ต้องทำความเข้าใจระบบเหล่านี้ที่มีการรวมเอาทั้ง Compute, Storage และ Network เอาไว้ภายในระบบเดียวเพื่อให้สามารถออกแบบระบบเครือข่ายที่เหมาะสมต่อการทำ งานของระบบเหล่านี้ให้ได้ และทำให้เหล่า Application ที่ทำงานอยู่บนระบบเหล่นี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

อ่านจบทั้งหมดนี้ก็ถือว่าไม่ค่อยมีข้อไหนพลิกโผนะครับ น่าจะนำไปใช้เป็นแนวทางพอได้อยู่เหมือนกัน
ที่มา: http://www.networkcomputing.com/careers/8-skills-network-engineers-need-2017/424210919

สรุปเทรนด์ด้านการเขียนโปรแกรมที่น่าสนใจในฝั่ง Open Source ของปี 2016 ที่ผ่านมา

สรุปเทรนด์ด้านการเขียนโปรแกรมที่น่าสนใจในฝั่ง Open Source ของปี 2016 ที่ผ่านมา

OpenSource.com ได้ออกมาสรุปแนวโน้มที่น่าสนใจทางด้านการพัฒนาโปรแกรมในปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าเค้าสรุปเอาไว้ได้ไม่เหมือนค่ายอื่นดี จึงขอนำมาสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ
Credit: ShutterStock.com

1. ภาษาต่างๆ รองรับการพัฒนา AI มากขึ้นอย่างชัดเจน

เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning, Deep Learning, Natural Language Processing, Auto Speech Recognition และอื่นๆ นั้นได้เป็นที่กล่าวถึงเป็นอย่างมากในปี 2016 ที่ผ่านมา และมีโครงการ Open Source เกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่ค่ายใหญ่ๆ เองก็ปล่อยเครื่องมือการพัฒนา AI, Machine Learning และ Deep Learning อย่าง Google TensorFlow, OpenAI (ของ Elon Musk), Apache Spark, Microsoft CNTK, Amazon DSSTNE และอื่นๆ ในขณะที่ธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อผลักดันวงการ AI ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Nervana หรือ Theano ก็ตาม
ภาษา Python เองได้ก้าวนำภาษาอื่นๆ และได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ Data Engineer เป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนา AI ตามมาด้วย R, Java และ Scala

2. Container และภาษา Go กลายเป็นคู่ที่ขาดกันไปไม่ได้อีกแล้ว

ภาษา Go ที่เกิดขึ้นมาในป 2012 เพื่อเป็นหัวใจของ IT Infrastructure นั้น ได้กลายไปเป็นแกนหลักในการพัฒนา Docker และ Kubernetes ซึ่งเป็นสองเทคโนโลยีทางด้าน Container ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันไปแล้ว ด้วยความสามารถในการพัฒนาโปรแกรมในรูปแบบที่ Java หรือ C++ ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ทำให้ Go นั้นมีความโดดเด่นและน่าสนใจมากในฐานะของเทคโนโลยีที่จะกลายมาเป็นโครงสร้าง หลักของหลายๆ Application ได้ในอนาคต

3. Swift กลายเป็นเสาหลักใหม่ของระบบนิเวศสำหรับ Apple

หลังจากที่ Apple ได้ประกาศเปิด Open Source ให้กับ Swift ไปเมื่อปี 2015 การใช้งาน Swift ก็เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในหมู่ iOS Developer และ Mac OS X Developer โดยมีเป้าหมายที่จะทดแทน Objective-C และ C++ ให้ได้ในอนาคต ซึ่งภาษา Swift เองนี้ก็มีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต

4. การแข่งขันกันระหว่าง Java 8 และ Functional Language บน JVM

การรองรับการทำ Functional ได้ใน Java 8 ภายใต้ความสามารถที่มีชื่อว่า Lambdas นั้นทำให้ภาษา JVM อื่นๆ อย่าง Scala หรือ Clojure ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดย Java 8 นี่รองรับทั้งการจัดการ Concurrency ได้ และยังรองรับการใช้งานในระบบ Big Data Analytics ในตัว ทำให้ปี 2017 นั้น งาน OSCON ที่จะจัดขึ้นอาจจะมีหัวข้อของ Scala และ Clojure น้อยลงเพราะเหล่าวิทยากรนั้นหันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีอื่นๆ มากกว่าแทนแล้ว

5. วิเคราะห์ 5 ภาษาที่น่าสนใจในปี 2017

ทาง OpenSource.com ได้สรุปถึง 5 ภาษาที่น่าสนใจในปี 2017 เอาไว้ดังนี้
  1. Rust: ภาษาสำหรับฝั่ง Systems ที่มีจุดเด่นด้านความเร็วและความปลอดภัย
  2. Elixir: ภาษา Functional ที่มีคุณสมบัติทั้ง Dynamic และ Fault-tolerant ในตัวสำหรับรองรับ Application ขนาดใหญ่
  3. Elm: ภาษา Functional สำหรับใช้สร้างโค้ด JavaScript ที่มีความเร็วสูง และมุ่งเน้นในการความง่ายในการใช้งาน
  4. Kotlin: หนึ่งในภาษาตระกูล Java ที่กำหนด Static Type ได้ มีความปลอดภัย และทำงานร่วมกับ Java ได้
  5. Perl 6: Perl รุ่นล่าสุดที่เพิ่มความสามารถใหม่ๆ น่าสนใจเข้ามามากมาย

ถือเป็นมุมมองจากฝั่ง Open Source ที่ไม่เหมือนค่ายอื่นจริงๆ ครับ

ที่มา: https://opensource.com/article/16/12/yearbook-top-programming-trends-2016

เมื่อการเก็บหลักฐานจากอุปกรณ์ IoT จะกลายเป็นอนาคตของการสืบสวนและการทำ Digital Forensics

เมื่อการเก็บหลักฐานจากอุปกรณ์ IoT จะกลายเป็นอนาคตของการสืบสวนและการทำ Digital Forensics

ความแพร่หลายของอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) นั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จน IoT ได้เข้าไปมีส่วนในชีวิตประจำวันของแต่ละคนแล้ว และในวงการตำรวจเองก็เริ่่มมีแนวโน้มในการตรวจสอบและเก็บหลักฐานทาง Digital จากอุปกรณ์ IoT กันมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลากหลายแง่มุมที่คุณอาจไม่เคยคิดถึงกันมาก่อน
Credit: ShutterStock.com
ระบบ Smart Home ที่ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านนั้นกลายเป็นเรื่องที่สะดวก อัตโนมัติ และเป็นอัจฉริยะ ได้กลายเป็นช่องทางใหม่สำหรับเหล่าตำรวจในการสืบสวนคดีอาชญากรรมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้านในยามเกิดเหตุได้ย้อนหลัง ทั้งจากการตรวจจับของ Sensor ที่พบว่ามีคนเข้ามาอยู่ในบ้าน, การเปิดหรือปิดอุปกรณ์ต่างๆ, อุณหภูมิในแต่ละห้อง, เวลาและตำแหน่งของบุคคลต่างๆ ในยามเกิดเหตุ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแง่มุมเหล่านี้ไม่เคยปรากฎให้เห็นมาก่อนในอดีต
นอกจากนี้เหล่าอุปกรณ์ IoT เองก็ยังมีแนวโน้มที่จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับระบบกล้องวงจรปิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย และการต่อยอดด้วยเทคโนโลยี Computer Vision เพื่อให้อุปกรณ์ IoT เหล่านั้นสามารถมองเห็นได้ และข้อมูลเหล่านี้เองที่จะกลายเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนในหลากหลายคดีเป็น อย่างมาก รวมถึงการติดตามการใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้ภายในที่พักอาศัยเองก็อาจจะกลายเป็นหลักฐานที่น่าสนใจ เช่น หากพบจากระบบ Smart Meter ว่ามีการใช้น้ำเป็นปริมาณมากในระหว่างเกิดเหตุอาชญากรรม ก็อาจนำไปสู่การสันนิษฐานถึงความพยายามในการใช้น้ำชำระล้างหลักฐานในขณะเกิด เหตุได้ เป็นต้น
อุปกรณ์ Smart Home Hub ที่สามารถรับคำสั่งจากเสียงได้นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจในแง่ ของการเก็บหลักฐาน เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้จะทำการตรวจจับเสียงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อนำมา วิเคราะห์รูปประโยคและค้นหาข้อมูลหรือทำตามคำสั่งอยู่เสมอ ดังนั้นหากมองในมุมของการสืบสวนแล้วอุปกรณ์เหล่านี้ก็คือแหล่งบันทีกหลักฐาน ในรูปของเสียงได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงแต่อุปกรณ์ Smart Home เท่านั้น แต่อุปกรณ์ IoT ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Wearable Device หรือ Driverless Car และอื่นๆ นั้นต่างก็มีแนวโน้มว่าจะมีบทบาทสำคัญสำหรับการเป็นหลักฐานในการสืบสวนคดี ต่างๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยมีการตรวจสอบได้มาก่อนในอดีต เช่น อัตราการเต้นของหัวใจของเหยื่อ, กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เกิดเหตุ, การยืนยันตำแหน่งของบุคคลในขณะเกิดเหตุ และอื่นๆ อีกมากมาย
อย่างไรก็ดี ประเด็นทางด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียง กันในกรณีนี้ เพราะโดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ IoT นั้นนอกจากจะมีการเก็บข้อมูลบางส่วนเอาไว้ภายในตัวอุปกรณ์เองแล้ว ก็ยังอาจมีการส่งข้อมูลขึ้นไปบนระบบ Cloud เพื่อทำการจัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลด้วยเช่นกัน ซึ่งในมุมของผู้ให้บริการ Cloud หรือผู้พัฒนา IoT Solution นั้น การออกแบบระบบให้ผู้อื่นนอกเหนือจากเจ้าของระบบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่า นี้ได้ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานในการจัดการทางด้าน Data Privacy ดังนั้นเราก็อาจพบกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการร้องขอข้อมูลไปยังผู้ให้ บริการเหล่านี้และถูกปฏิเสธได้เช่นกัน คล้ายกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอดูข้อมูล Chat ภายในระบบที่ทำการเข้ารหัสไว้ และผู้ให้บริการก็ไม่อาจให้ข้อมูลเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการทุกรายอย่างเท่า เทียมกัน หรือเทคโนโลยีนั้นถูกออกแบบมาให้แม้แต่ผู้ให้บริการก็ไม่สามารถเปิดอ่านข้อ ความเหล่านั้นได้ก็ตามที
ประเด็นเหล่านี้ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว และวงการ Digital Forensics เองหลังจากนี้ก็คงมีความกว้างและหลากหลายมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อนมากทีเดียว ครับ
อ้างอิง: http://www.networkworld.com/article/3154064/security/cops-to-increasingly-use-digital-footprints-from-iot-devices-for-investigations.html

7 เทคนิคที่ช่วยให้ Security Awareness Training มีความน่าสนใจ

7 เทคนิคที่ช่วยให้ Security Awareness Training มีความน่าสนใจ

Security Awareness Training เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกองค์กรในการปูพื้นฐานความและสร้างความตระหนักด้าน Cyber Security ให้แก่พนักงาน อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจประสบปัญหาการอบรมไม่มีประสิทธิผล ไม่ว่าจะเป็น เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีส่วนร่วมในการอบรม หรือเลวร้ายที่สุดคือไม่สนใจฟัง ทางเว็บ CSO Online จึงได้ออกคำแนะนำ 7 ประการเพื่อให้ Security Awareness Training มีความน่าสนใจและได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

1. จัดอบรมเล็กๆ

จำไว้เสมอว่าคุณไม่ใช่สตีฟ จ็อบส์ที่สามารถดึงความสนใจของผู้ฟังทั้งหอประชุมได้ คุณควรแยกจัดอบรมเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ เรียกความสนใจได้ง่าย รวมไปถึงช่วยให้คุณจัดเตรียมเนื้อหาสำหรับอบรมให้เหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่มได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
Credit: ShutterStock.com

2. อบรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ

พนักงานส่วนใหญ่มักมีสมาธิในการอบรมสั้น เนื่องจากมีงานอื่นที่ตนต้องรับผิดชอบให้กังวล การอบรมจึงควรระมัดระวังเรื่องเวลาและนำเสนอเฉพาะเนื้อหาเน้นๆ พยายามหลีกเลี่ยงการอบรมนานกว่า 15 – 20 นาที และการลงรายละเอียดเกินไป คุณสามารถตอบข้อสงสัยหรือลงรายละเอียดเฉพาะรายบุคคลหลังจบเซสชันอบรมได้
Credit: ShutterStock.com

3. เน้นเจาะจงเป็นเรื่องๆ

ความมั่นคงปลอดภัยเป็นหัวข้อที่ใหญ่ อย่าพยายามที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้กับคนที่ไม่อยู่ในสายอาชีพในที เดียว ควรโฟกัสเฉพาะนโยบายหรือภัยคุกคามเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ ผู้ฟังจริงๆ นอกจากนี้ แต่ละเซสชันควรพุ่งเป้าที่หัวข้อเดียวหรือคำถามเดียวเพื่อให้ครอบคลุมหัวข้อ นั้นได้อย่างชัดเจน
Credit: Rawpixel.com/ShutterStock

4. ทำให้การอบรมกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

การอบรมไม่ใช่แค่จบในห้อง แล้วอีก 364 วันที่เหลือกลายเป็นพนักงานไม่ใส่ใจ คุณต้องทำให้ความมั่นคงปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งการทำงานของพวกเขา การจัดอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยเป็นประจำช่วยให้คุณค่อยๆ สร้างความตระหนัก และลงลึกในรายละเอียดทีละเรื่องได้ รวมไปถึงช่วยกระตุ้นให้พนักงานเกิดความตื่นตัวด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่ เสมอ
Credit: ShutterStock.com

5. อัปเดตเนื้อหาให้สดใหม่อยู่เสมอ

สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดของการอบรมคือ การพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ถ้าคุณต้องการจัดอบรมเนื้อหาที่เคยพูดไปแล้ว ต้องมั่นใจว่าคุณมีตัวอย่างใหม่ๆ และอัปเดตสถิติล่าสุดอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันจะช่วย ให้ผู้ฟังมีความสนใจและอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น
Credit: ShutterStock.com

6. นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่แค่เล่าให้ฟัง

การอบรมแทนที่จะเป็นการพูดหรือให้ความรู้เฉยๆ คุณควรทำให้พนักงานมีส่วนร่วมและรู้สึกว่าสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง เช่น การให้พนักงานไปตั้งค่าอุปกรณ์ตามที่กำหนดเพื่อให้มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น หรือการให้พวกเขาแจ้งผู้ดูแลระบบเมื่อพบอีเมลที่ผิดปกติ เป็นต้น
Credit: ShutterStock.com

7. ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วม

การอบรมไม่ใช่แค่จัดทำให้ระดับพนักงานเท่านั้น แต่คุณควรกำหนดเซสชันพิเศษสำหรับทีมผู้บริหารด้วยเช่นกัน โดยเน้นหัวข้อที่เรื่อง Spear Phishing และ Business Email Compromise ถ้าพวกเขาไม่สนใจหรือคิดว่าตัวเองยุ่งพออยู่แล้ว ให้พยายามเตือนเขาถึงผลกระทบถ้าแฮ็คเกอร์สามารถเอารหัสผ่านหรือขโมยข้อมูล ออกไปได้
Credit: ShutterStock.com
สรุปคีย์เวิร์ดสำหรับ Security Awareness Training นะครับ “เล็ก-สั้น-กระชับ-เป็นประจำ-ใช้ได้จริง-ทีละหัวข้อ” เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้การสร้างความตระหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว
ที่มา: http://www.csoonline.com/article/3154760/social-engineering/7-tips-for-better-security-awareness-training-sessions.html

4 ทักษะที่ Linux Systems Engineer ควรเรียนรู้ในปี 2017

4 ทักษะที่ Linux Systems Engineer ควรเรียนรู้ในปี 2017

ทางเว็บไซต์ OpenSource.com ได้ออกมาเขียนถึง 4 ทักษะที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญ Linux ควรเรียนรู้ในปี 2017 เอาไว้ด้วยกัน 4 ข้อ ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านดี จึงขอนำมาสรุปเอาไว้เป็นภาษาไทยดังนี้ครับ
Credit: ShutterStock.com

1. Security

ประเด็นทางด้านความปลอดภัยนั้นเป็นงานของทุกคนในวงการ IT รวมถึง Linux Systems Engineer ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาของเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่ทำให้ทุกๆ อุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อกับ Internet ได้ และแน่นอนว่าอุปกรณ์เหล่านั้นก็ต้องเชื่อมต่อกลับมายัง Server ด้วยเช่นกัน ในมุมของอุปกรณ์ IoT ที่ยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ซึ่งสามารถแก้ไขได้ยากนี้ ทำให้เหล่า Linux Systems Engineer ยิ่งต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยระบบที่เหลือที่ต้องเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์เหล่านี้ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น และการโจมตีจากภายในองค์กรเองก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

2. DevOps

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ เทคโนโลยีฝั่ง DevOps ถือเป็นสิ่งที่เหล่า Linux Systems Engineer ควรต้องเรียนรู้เอาไว้เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ แต่ในปี 2017 นี้บทบาทของ Linux Systems Engineer เองก็จะถูกยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากเมื่อเครื่องมืออย่าง Chef, Puppet, Ansible, Salt Stack และอื่นๆ นั้นได้เริ่มถูกใช้กันแพร่หลายมากขึ้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เริ่มตามมา และ Linux Systems Engineer เองก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในเครื่องมือและระบบต่างๆ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน DevOps ได้นั่นเอง ซึ่งประเด็นนี้จะสำคัญมากไม่ว่าองค์กรจะใช้งาน Public Cloud หรือ Private Cloud ก็ตาม เพราะหากระบบ DevOps มีปัญหา ระบบต่างๆ ขององค์กรที่ต้องมีการพัฒนาต่อเนื่องทุกวันก็ไม่อาจเดินหน้าหรือให้บริการ ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

3. Development

โดยทั่วไปแล้ว Linux Systems Engineer มักจะเขียน Script เพื่อใช้ในการทำงาน Automation เบื้องต้นกันได้อยู่แล้ว รวมถึงหากเคยทำส่วนของ DevOps มาบ้างก็จะพอคุ้นเคยกับการกำหนดค่าต่างๆ เป็นอย่างดี แต่ในปี 2017 นี้ทาง OpenSource.com ก็ได้แนะนำให้เหล่า Linux Systems Engineer เพิ่มความสามารถในการพัฒนาโปรแกรมกันให้มากขึ้น เพื่อให้มีความเข้าใจในแนวคิดของการพัฒนาโปรแกรม และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบให้มากขึ้น เพราะต่อไประบบ IT ต่างๆ นั้นจะมีความเป็น Abstract มากขึ้นนั่นเอง

4. Soft Skills

ความสามารถในการเข้าสังคมและการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้นั้นก็ยังคง เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคน IT ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Linux Systems Engineer ที่จะต้องทำการสื่อสารกับผู้อื่นมากขึันนับถัดจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับคนในสาย IT ด้วยกันเองอย่าง Programmer หรือ Network Engineer ไปจนถึงการสื่อสารกับคนในสายงานทางด้านอื่นๆ รวมไปถึง Soft Skill เองนี้ก็ยังมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาความสามารถในการทำงานหรือการย้าย งานอีกด้วย

โดยส่วนตัวอ่านแล้วยังรู้สึกว่าถึงจะมีประโยชน์ในหลายๆ แง่มุม แต่เนื้อหาเองก็ยังไม่ครบถ้วนดีนัก ไว้ถ้ามีโอกาสทีมงาน TechTalkThai จะมาเขียนในฉบับของตัวเองอีกครั้งนะครับ

ที่มา: https://opensource.com/article/17/1/yearbook-4-hot-skills-linux-pros-2017

Google และนักวิจัยทั่วโลก เริ่มพัฒนา AI ที่สร้าง AI ใหม่ๆ ขึ้นมาได้เอง

Google และนักวิจัยทั่วโลก เริ่มพัฒนา AI ที่สร้าง AI ใหม่ๆ ขึ้นมาได้เอง

เป็นอีกก้าวของวงการ AI ที่น่าสนใจ เมื่อ AI จะเริ่มถูกนำมาใช้สร้าง Software และ AI ใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน
Credit: ShutterStock.com

แนวโน้มของการพัฒนา Artificial Intelligence (AI) เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง Software และสสร้ง AI ใหม่ๆ ขึ้นมานั้นกำลังกลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ตัวอย่างหนึ่งจากทีมนักวิจัยจาก Google Brain นั้นก็ได้เคยทำการพัฒนา AI ขึ้นมาเรียนรู้และพัฒนา Software ขึ้นมาประมวลผลข้อมูลด้านภาษาได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า Software ที่พัฒนาขึ้นมาโดยมนุษย์แล้ว
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เริ่มพัฒนา AI ที่ใช้ในการพัฒนา AI ที่ดียิ่งขึ้นต่อไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, MIT, University of California, Berkeley และ Google DeepMind ซึ่งหากแนวคิดนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี การพัฒนาระบบ Machine-Learning Software ก็จะพัฒนาก้าวกระโดดต่อไปอย่างรวดเร็ว และสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ลงไปได้อีกระดับหนึ่ง
ปัจจุบันนี้การนำ AI หรือ Machine Learning ไปใช้แก้ปัญหาใดๆ นั้น จะต้องอาศัยบุคลากรผู้มีความรู้ในเชิงลึกสำหรับปัญหาที่ต้องการจะแก้ไข และต้องอาศัยผู้เชี่ยชาญทางด้านข้อมูลและการประมวลผล การพัฒนาระบบ AI ที่ใช้สร้าง AI ขึ้นมาได้เองนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคคลกลุ่มหลังได้เป็นอย่างดี และช่วยเร่งให้เราสามารถแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้อีกมากมาย
ก็ค่อนข้างน่าติดตามไม่น้อยว่าอนาคตของวงการ AI จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแค่ไหนหลังจากนี้ครับ
ที่มา: https://www.technologyreview.com/s/603381/ai-software-learns-to-make-ai-software/?set=603397

Red Hat Thailand พร้อมสนับสนุนการใช้งาน Open Source Software ในการทำธุรกิจขององค์กรทั่วประเทศไทย

4 สาเหตุที่ Open Source จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำ Digital Transformation ของธุรกิจไทยในปี 2017

หนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในประเทศไทยในปี 2017 นี้คงหนีไม่พ้นการทำ Digital Transformation เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภาคธุรกิจได้มากขึ้น และ Open Source เองนั้นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่องค์กรต่างๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปในปี 2017 ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้
Credit: Red Hat

1. Open Source ช่วยประหยัดค่าใช้ได้ในการพัฒนาระบบ ทำให้องค์กรมุ่งเน้นเรื่อง “คน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่การทำ Digital Transformation ให้สำเร็จได้นั้นก็คือประเด็นเรื่องของทรัพยากรบุคคล ที่จะต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนธุรกิจให้กลายเป็น Digital Business ให้ได้ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับความสามารถใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจในยุคแห่งอนาคต
การใช้ Open Source Software นั้นจะช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Software ต่างๆ ลงไป และทำให้องค์กรมามุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการใช้เครื่องมือ จาก Open Source Software เหล่านั้นได้ทั้งในส่วนของการฝึกอบรม, การใช้งาน และการทดลองสิ่งใหม่ๆ กันได้มากขึ้น
Open Source Software สำหรับการใช้งานภายในระดับองค์กรนี้ครอบคลุมทั้งในส่วนของ IT Infrastructure ภายใน Data Center ขององค์กร และส่วนของ Application สำหรับใช้ในการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับเปลี่ยนแปลงธุรกิจขององค์กร เช่น Internet of Things (IoT), Artificial Intelligence (AI), Machine Learning (ML), Deep Learning (DL) และอื่นๆ อีกมากมาย
ในการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรหันมาเริ่มใช้ Open Source มากขึ้นนี้ มุมมองขององค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนให้พนักงานภายในองค์กรสามารถใช้งาน เทคโนโลยีต่างๆ ได้โดยไม่ยึดติดกับผู้ผลิตของ Software และเพื่อการนี้การปูพื้นฐานความรู้ความสามารถ และการเปิดให้พนักงานมีเวลาในการเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นก็เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ในระยะยาวแล้ว องค์กรจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคตได้

2. การใช้ Open Source จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น

นอกจากประเด็นทางด้านค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลงแล้ว การใช้งาน Open Source นั้นก็จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วยในหลายๆ แง่มุม ดังประเด็นดังต่อไปนี้
  • การมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานซอฟแวร์ที่ต่ำทำให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลด ขนาดของระบบได้ตามต้องการ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มเติมระบบใหม่ๆ หรือทดลองระบบใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย
  • Open Source Software นั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่บนหลักการของการเปิดเผย Source Code และพร้อมให้ทำการปรับแต่ง, แก้ไข หรือพัฒนา Software อื่นๆ เข้ามาเชื่อมต่อได้ ดังนั้นองค์กรจึงสามารถปรับแต่งการทำงานของ Open Source Software ได้ทันทีตามต้องการ
  • Open Source มักไม่ยึดติดกับ Platform ทำให้มีทางเลือกในการ Deploy ได้หลากหลาย และองค์กรสามารถเลือกใช้งาน Platform ที่มีอยู่แล้วเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้
  • Open Source Software นั้นมีความหลากหลายมาก และสามารถใช้งานทดแทน Commercial Software ได้ในหลายภาคส่วน รวมไปถึงด้วยการมาของแนวคิด Software Defined Everything ก็ทำให้ Open Source Software นั้นเริ่มเข้ามาทดแทน Commercial Software ได้แล้ว และกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่องค์กรควรพิจารณา
ด้วยเหตุเหล่านี้ก็ทำให้ธุรกิจต่างๆ ที่สามารถเปิดรับต่อเทคโนโลยีในส่วนของ Open Source ได้นั้นสามารถปรับเปลี่ยนระบบภายในที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น สามารถตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ในเชิงธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่เติบโตสูงนัก ทำให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวทั้งในแแง่ของการลงทุนและการวางกลยุทธ์ทาง ธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูง

3. ในหลายๆ เทคโนโลยี Open Source Software ได้ถูกพัฒนานำหน้า Commercial Software ไปแล้ว

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เรามักจะได้ยินชื่อของโครงการ Open Source ที่เปลี่ยนโลกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Apache Hadoop ที่เป็นโครงการจุดประกายของการใช้ Big Data Analytics, Apache Spark ที่เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในวงการ Big Data Analytics ในระยะหลัง, OpenStack ที่เข้ามาปฏิวัติระบบ Cloud ทั่วโลก, Docker และ Kubernetes ที่กลายเป็นเทคโนโลยีทางเลือกหลักในการใช้ Container, Google TensorFlow ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการทำ Deep Learning และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและถูกพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว และได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากภาคธุรกิจจะพัฒนา Commercial Software มาแข่งขันนั้นก็ถือเป็นเรื่องยากทีเดียว
ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจและเหล่าผู้ผลิต Software ต่างๆ นั้นต่างก็เปิดรับเทคโนโลยีเหล่านี้และนำมาใช้เพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจหรือ Software ที่ตนเองมีให้ดีขึ้นแทน และแนวทางนี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหากองค์กรใดที่ไม่สามารถนำเทคโนโลยี Open Source Software เหล่านี้ไปปรับใช้ได้ ก็จะไม่สามารถตามคู่แข่งที่สามารถเปิดรับเทคโนโลยี Open Source ไปใช้ในการทำธุรกิจได้นั่นเอง

4. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจากผู้ใช้เทคโนโลยี ให้กลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็น

การที่ประเทศไทยจะมีส่วนแข่งขันในตลาดของโลกที่เข้าสู่ยุคของ Digital Business นี้ได้นั้น การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรของไทยจากเดิมที่มักเป็นผู้รับ เทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาใช้งานนั้นถือเป็นความสำคัญในลำดับแรก และวัฒนธรรมของ Open Source เองนั้นก็เป็นวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่หลายๆ องค์กรกำลังต้องการเพื่อก้าวไปสู่การเป็น Digital Business นี้ให้ได้ นั่นคือวัฒนธรรมของการที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา
การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ภายในองค์กรนี้อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ แต่อาจเป็นการมองหาความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะสามารถปรับปรุงระบบการทำงานเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ และทำความเป็นไปได้เหล่านั้นให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา อาจจะด้วยการที่องค์กรนั้นๆ ทำการพัฒนา Software ต่างๆ ขึ้นมาตอบโจทย์เหล่านั้นเอง หรือนำ Open Source Software มาปรับปรุงและใช้งานก็ตาม และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนวัตกรรมเฉพาะขององค์กรเองนี้ก็สามารถมี ส่วนร่วมได้ถึงแม้จะไม่มีทักษะทางด้านการพัฒนา Software ก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะของผู้แสดงความคิดเห็น, ผู้ให้คำแนะนำ, ผู้จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ, ผู้ทดสอบระบบและการใช้งาน, การรายงานปัญหาที่พบและนำเสนอแนวทางการแก้ไข และอื่นๆ อีกมากมาย
วัฒนธรรมในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกันโดยคนจากหลายภาคส่วนในองค์กรนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และแต่ละองค์กรเองก็ต้องค่อยๆ มีจุดเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อนที่จะขยายออกไปเป็นวงกว้าง ดังนั้นการเริ่มต้นคิดว่าจะสร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรได้ อย่างไรนั้น ก็ถือเป็นงานที่ต้องเริ่มทำทันทีสำหรับองค์กรที่ยังไม่ได้เริ่มต้นในส่วนนี้


Red Hat Thailand พร้อมสนับสนุนการใช้งาน Open Source Software ในการทำธุรกิจขององค์กรทั่วประเทศไทย


Red Hat นั้นถือเป็นหนึ่งในธุรกิจ Software ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และก็เป็นธุรกิจทางด้าน Open Source ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา ทาง Red Hat ได้เข้ามาเปิดสาขา Red Hat Thailand ภายในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเร่งผลักดันให้ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพที่จะเติบโต อย่างรวดเร็วในยุคของ Digital Business นี้สามารถก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง ด้วยการมี Open Source Software เป็นตัวช่วยเร่งสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นมานั่นเอง
“โดยพื้นฐานแล้ว Open Source นั้นหมายถึงการที่เราได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วย เหล่าผู้นำทางด้าน IT, เหล่าผู้สนับสนุน, เหล่านักพัฒนา และเหล่าพันธมิตรทางการค้าที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตของวงการ IT ขึ้นมา  เราเชื่อว่าเหล่าธุรกิจในประเทศไทยเองก็จะยังคงมอง Red Hat ในฐานะของผู้ที่เข้ามาช่วยให้สิ่งต่างๆ เป็นจริงขึ้นมาได้ – ทั้งการสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว, ยืดหยุ่น และสร้างนวัตกรรมที่ธุรกิจเหล่านั้นต้องการเพื่อเติบโตให้ได้ในยุคสมัยที่ ลูกค้าเป็นศูนย์กลางถัดจากนี้” Damien Wong รองประธานและผู้จัดการทั่วไปแห่ง Red Hat สาขา ASEAN กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ในปี 2016 ที่ผ่านมา
ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นศึกษาว่าจะนำ Open Source Software มาใช้ภายในธุรกิจได้อย่างไร สามารถติดต่อทีมงาน Red Hat Thailand ได้ทันที และสำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://red.ht/2iCQILR

ปีนี้ยังไม่รู้จะเรียนรู้อะไร? มาเริ่มเรียนวิธีใช้ Docker กันได้ฟรีๆ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น!

ปีนี้ยังไม่รู้จะเรียนรู้อะไร? มาเริ่มเรียนวิธีใช้ Docker กันได้ฟรีๆ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น!

Docker ได้ออกมาเขียน Blog สรุปประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้งานของ Docker พร้อมชี้ทางสว่างในการเริ่มต้นเรียนรู้เทคโนโลยีของ Docker ง่ายสำหรับมือใหม่หัดใช้กันฟรีๆ ดังนี้
Credit: Docker

เรียนรู้ Docker แล้วชีวิตดีขึ้นยังไง?

ในบล็อกของ Docker นั้นมีการเล่าถึงความต้องการในตลาดงานที่ต้องการบุคลากรซึ่งมีความรู้ด้าน Docker มากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเติบโตขึ้นมาจากปี 2012 เกินกว่า 20,000% เลยทีเดียว ดังนั้นการเรียนรู้ Docker จนสามารถใช้งานได้นั้นย่อมจะมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน

คอร์สออนไลน์เรียนฟรีด้วยตัวเอง https://training.docker.com/category/self-paced-online

Docker ได้เตรียมเนื้อหาออนไลน์สำหรับให้เราเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยตัวเองเอาไว้ โดยมีเนื้อหาทั้งระดับ Beginner และ Intermediate ทั้งสำหรับ Developer และ Operations ให้ได้เรียนรู้กันฟรีๆ แต่ต้องลงทะเบียนก่อนเรียนกันเล็กน้อย

Docker Labs สำหรับเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆ ของ Docker https://github.com/docker/labs

ใน Docker Labs นี้จะมีทั้งส่วนของ Tutorial ให้เราได้เรียนรู้พร้อมมี Lab ให้เราได้หัดทำในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มต้นใช้งาน, การใช้ Swarm Mode, การปรับแต่งเครื่องมือพัฒนา Software ให้ทำงานร่วมกับ Docker ได้ดี, หัดสร้าง Application บน Docker, การตั้งค่าทางด้าน Security และ Networking บน Docker และอื่นๆ
นอกจากนี้ ใน Tutorial นี้ยังเปิดให้ผู้ที่อยู่ในชุมชน Docker สามารถ Submit Lab ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อช่วยกันผลักดันการใช้งาน Docker ในการพัฒนา Software ได้อีกด้วย

เข้าร่วม Docker Community https://www.docker.com/docker-community

ทั่วโลกมีชุมชนของ Docker ให้เราได้ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้แง่มุมต่างๆ มากมาย ส่วนในประเทศไทยเองนั้นก็มีชุมชนผู้ใช้งาน Docker อยู่ที่ https://www.facebook.com/groups/858633044176588/ และ https://www.facebook.com/groups/d0ck3r/ ให้ไปพูดคุยกันครับ

Ubuntu เปิด Tutorial ให้เรียนฟรี เทคโนโลยี Development และ DevOps บน Linux

Ubuntu เปิด Tutorial ให้เรียนฟรี เทคโนโลยี Development และ DevOps บน Linux

Ubuntu ได้เปิดตัว Ubuntu Tutorials สำหรับใช้สอนการพัฒนา Software และการทำ DevOps บน Ubuntu โดยเฉพาะให้เราได้เรียนกันฟรีๆ

ในเบื้องต้นนี้เนื้อหาจะยังคงมีแค่ 6 บท ได้แก่
  • Basic snap usage สอนวิธีการใช้งาน snap และประโยชน์ที่จะได้จาก snap
  • Create your first snap ลองใช้ snapcraft สร้าง snap แรกขึ้นมา
  • Create your own Core image สร้าง Ubuntu Core Image ขึ้นมาใช้งานเอง
  • Build a nodejs service ลองใช้ nodejs snapcraft plugin เพื่อสร้างบริการ nodejs ขึ้นมา
  • Setup Intel Joule ติดตั้ง Ubuntu Core บน Intel Joule
  • Using Intel RealSense SDK on the Desktop สอนใช้ Intel RealSense SDK บน Ubuntu Desktop และจะได้หัดใช้ Intel Joule ด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจ เข้าไปเรียนกันฟรีๆ ได้เลยที่ https://tutorials.ubuntu.com/ นะครับ ถือว่าค่อนข้างน่าติดตามไม่น้อยเพราะดูเนื้อหาน่าจะครอบคลุมทั้ง Systems, Cloud, IoT และ Desktop เลยครับ

30 นาที เรียนเขียน Python ฟรีๆ สำหรับ Cisco Engineer โดยเฉพาะ

30 นาที เรียนเขียน Python ฟรีๆ สำหรับ Cisco Engineer โดยเฉพาะ

Kevin Wallace ผู้ที่มี CCIE ถึง 2 ใบทางด้าน R/S และ Collaboration ได้ออกมาเขียน Blog สอนเหล่า Cisco Engineer / Network Engineer ให้เริ่มต้นหัดเขียนโปรแกรมภาษา Python เพื่อเตรียมรับกับการมาของ Software Defined Networking (SDN) โดยในคลิปนี้จะสอนพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ภายในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น
ภาษา Python นี้เป็นหนึ่งในภาษาที่ถูกใช้งานมากที่สุดในวงการ SDN และผลิตภัณฑ์ของ Cisco เองอย่าง ACI นั้นก็รองรับ SDN ด้วยเช่นกัน เนื้อหาในคลิปนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้ง Python, การใช้งาน Interactive Interpreter, Data Type ประเภทต่างๆ, ฟังก์ชันพื้นฐานที่ควรรู้จัก, การใช้ IF/ELSE/FOR และการสร้างโปรแกรมต่างๆ ด้วย Python เพื่อใช้งานขั้นพื้นฐาน
ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปนี้ได้ด้านล่างนี้เลยครับ



ที่มา: https://kwallaceccie.mykajabi.com/blog/introduction-to-python-for-cisco-network-professionals

Laravel

  Laravel Framework คือ PHP Framework ตัวหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในรูปแบบ MVC (Model Views Controller) ซึ่งมีการแ...